ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 4 : เหตุผลที่อนิเมะส่วนใหญ่สร้างแค่ 12 – 13 ตอนจบ

 ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 4

ปัญหาคาใจของหลายๆ คนว่า อนิเมะบางเรื่องออกจะสนุก แต่ทำไมถึงทำแค่ซีซันเดียวจบ ? กำลังดูสนุกๆ ก็จบซะแล้ว กว่าจะทำภาคต่อก็รอกันนานเป็นปี อันที่จริงมีเหตุผลย่อยหลายข้อที่เป็นอุปสรรคในการทำอนิเมะตั้งแต่ 2 ซีซั่นขึ้นไป ถึงไม่ค่อยพ้นเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่คิดในมุมกลับบางทีก็น่าเห็นใจทางบริษัทที่เป็นผู้ผลิตและทางทีมงานที่เกี่ยวข้องเหมือนกัน

Update (2018): 3 เหตุผลที่อนิเมะส่วนใหญ่มีแค่ 12-13 ตอน (ตัดจบ ?)

1. ไม่สามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้
คงยากที่จะทำนายได้ว่า อนิเมะที่สร้างไปจะได้รับความนิยมแค่ไหน บางเรื่องทำคุณภาพสูงแต่ก็เจอคู่แข่งที่คาดไม่ถึง บางเรื่องเปิดตัวแรง มีการพูดถึงกันบ่อย แต่ขายไม่ออกก็มี บางเรื่องถึงกับขาดทุนย่อยยับทั้งที่องค์ประกอบครบ ถึงบางเรื่องจะเสริมด้านโมเอะเอาใจโอตาคุ ก็ยังขายไม่ออก ดังนั้นการลองตลาดจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้ารู้ยอดขายจะประมาณได้แล้วว่าควรทำภาคต่อหรือไม่

true tears swimsuit
True Tears เรื่องเก่าของ P.A.Works ที่ขาดทุนแบบงงๆ จนมี BD Box ตามมาในภายหลัง

2. ยิ่งสร้างหลายตอน ยิ่งเนื้อหายืด
สิ่งที่กระตุ้นให้คนซื้อ คือ เนื้อหากระชับ ไม่ออกนอกเรื่องเกินไป การกำหนดเรื่องยาว 24 – 26 ตอนโดยเนื้อหาเข้มข้นตลอด ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สุดท้ายก็ต้องมีตอนสบายๆ เพิ่มเข้ามา ทำให้บางคนรู้สึกไม่อยากซื้อเก็บ

3. 1 ซีซั่น ขายได้ราคาสูงกว่า 2 ซีซั่น
เหตุผลหนึ่งที่คนไม่ได้ซื้อแผ่นจากญี่ปุ่นอาจไม่เข้าใจว่า จำนวนตอน 2 ซีซั่น ไม่ได้ขายเป็น 2 เท่าของ 1 ซีซั่น เพราะอนิเมะความยาว 1 ซีซั่น ส่วนใหญ่จะบรรจุได้ 1 – 2 ตอนต่อแผ่น ในขณะที่ความยาว 2 ซีซั่นบรรจุประมาณ 2 – 4 ตอนต่อแผ่น ทำให้อนิเมะ 1 ฤดูกาลส่วนใหญ่จะขายประมาณ 6 – 7 แผ่น ในขณะที่ความยาว 2 ฤดูกาล ต้องยัดให้จบภายใน 8 – 13 แผ่น ด้วยราคาที่มากกว่าอนิเมะ 1 ฤดูกาลนิดหน่อย

ถึงจะทำได้ถึง 13 แผ่น แต่การยัดแค่ 2 ตอนต่อแผ่น ไม่ค่อยมีใครเสี่ยงหรอกครับ เพราะคนซื้อก็รู้สึกว่าภาระเยอะเกินไป ทำให้ไม่อยากซื้อ เคยเกิดกรณีนี้กับเรื่องที่มั่นใจในตัวเองสูง อย่าง Umineko no Naku Koro ni และ Nichijou ทำให้ยอดขายไม่ดีอย่างที่คาด ในขณะที่บางเรื่องในช่วงเดียวกันแบบ Code Geass หรือ Macross Frontier ยังทำแค่ 8 – 9 แผ่นจบ เพื่อลดความเสี่ยงตรงนี้

ยกตัวอย่างด้านตัวเลข เช่น Attack On Titan ผลิตแค่ 9 แผ่น 25 ตอน ราคารวม 67,725 เยน เฉลี่ยราคา 2,709 เยนต่อตอน ในขณะที่ Date A Live มีทั้งหมด 6 แผ่น 12 ตอน ราคา 48,825 เยน เฉลี่ยราคา 4,068 เยนต่อตอน สังเกตว่าถ้าทำ Date A Live แยกเป็น 2 ซีซั่นในโมเดลเดียวกัน จะขายได้ถึง 97,650 เยน

ตัวอย่างข้างต้นอาจไม่ค่อยชัด เพราะ Attack On Titan น่าจะขายดีอยู่แล้ว แต่สมมุติขายได้เท่ากันจะเห็นภาพมากขึ้นว่าซีซั่นเดียวทำกำไรประมาณ 50% ของการทำรวดเดียว 2 ซีซั่น

umineko no naku koro ni note 13
Umineko no Naku koro ni สร้างถึง 13 แผ่น ทั้งที่คุณภาพก็ไม่สูงนัก เลยขายยาก

ส่วนเหตุผลสุดท้าย คือ ทางโปรดิวเซอร์เองก็ไม่อยากขาดทุนเหมือนกัน ซึ่งเคยเปิดเผยผ่านงานสัมมนาว่า อนิเมะความยาวประมาณ 26 ตอน จะใช้ทุนสร้างร่วม 300 ล้านเยน (ประมาณ 90 ล้านบาท) ซึ่งถ้าขาดทุนทางโปรดิวเซอร์ก็ต้องรับผิดชอบในจุดนี้ ทำให้ไม่ค่อยมีการกล้าเสี่ยงทำตอนยาวๆ เพราะโอกาสขาดทุนก็สูง ยอมทำซีซั่นเดียวไปดีกว่า

ปัจจุบันจึงเลี่ยงการทำยาว 2 ซีซั่นโดยไม่จำเป็น แต่บางเรื่องจำเป็นต้องพยายามทำ 2 ฤดูเพื่อให้ถึงจุดสำคัญของเรื่อง ผู้ชมจะได้รู้สึกว่าเรื่องนี้คุ้มค่าที่จะซื้อ อย่าง Sword Art Online, Attack on Titan, Accel World, Magi, Jojo ส่วนบางเรื่องก็อยากให้จบลงตัว อย่าง Psycho-Pass, Sakurasou no Pat na Kanojo, Hyouka, Steins;Gate เป็นต้น

บทความที่เกี่ยวข้อง
ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 1 : ความซับซ้อนด้านการบริหาร
ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 2 : ลดต้นทุนด้วยการฉายรอบดึก
ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 3 : ช่วงเวลาฉายกับคุณภาพของงาน
ธุรกิจอนิเมะ ตอนที่ 5 : ยุคของอนิเมะเอาใจผู้ชม

Anime One, Biglobe โพลจัดอันดับลวงโลก แต่ก็ยังน่าอ่าน
Yozakura Quartet ภาค Reboot ฉายตุลาคม 2013 ผลิตโดย Tatsunoko Production

บทความที่เกี่ยวข้อง

SHARE